img-90328-20190882055851

เจาะลึก 20 กุนซือพรีเมียร์ลีก ผลงานใครจะแล่นฉิวปลิวลม

ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 ใกล้จะกลับมาฟาดแข้งกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ซึ่งทั้ง 20 ทีม เตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่กับศึกหนักที่รออยู่ โดยคนสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ “ผู้จัดการทีม” หรือกุนซือ ที่เรียกกันติดปาก และในฤดูกาลนี้ มีกุนซือชาวอังกฤษ 8 คน ที่ต้องดวลกึ๋นกับกุนซือชาวต่างชาติ 12 คน มารอลุ้นกันว่าใครจะทำผลงานได้ดีกว่ากัน…

อาร์เซนอล : อูไน เอเมอรี (สเปน)

กุนซือ วัย 47 ปี เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ได้คุมทัพปืนใหญ่ไปแล้ว 61 นัด ชนะ 37 เสมอ 9 แพ้ 15 ยังไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ได้เลย ทำให้ในฤดูกาลนี้ต้องพกความกดดันมากพอสมควรในการนำความสำเร็จมาสู่ทีม

แอสตัน วิลลา : ดีน สมิธ (อังกฤษ)

กุนซือวัย 48 ปี เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนตุลาคม 2018 ได้คุมสิงห์ผยอง 38 นัด ชนะ 19 เสมอ 10 แพ้ 9 และช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาได้สำเร็จ แต่มีศึกหนักรออยู่แน่นอน แค่พาทีมไม่ตกชั้นก็หรูแล้ว

บอร์นมัธ : เอ๊ดดี้ ฮาว (อังกฤษ)

กุนซือวัย 41 ปี อยู่กับทีมมานานพอสมควร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2012 ได้คุมทีม 503 นัด ชนะ 218 เสมอ 106 แพ้ 179 ซึ่งในเกมระดับสูงแบบนี้คงลุ้นแชมป์แทบไม่ได้ เหลือเพียงแค่บอลถ้วยเท่านั้นที่พอมีโอกาส

ไบรท์ตัน : เกรแฮม พ็อตเตอร์ (อังกฤษ)

กุนซือวัย 44 ปี เพิ่งเข้ามารับงานหลังจบฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ต้องพิสูจน์ฝีมือการคุมทีมในลีกระดับสูงสุดให้ได้ เพราะเมื่อฤดูกาลก่อน คุมทีมสวอนซี ซิตี้ ในศึกแชมเปียนชิพ แทบเอามาวัดอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ถูกปลดกลางฤดูกาลก็ถือว่าเก่งแล้ว

เบิร์นลีย์ : ฌอน ไดช์ (อังกฤษ)

กุนซือวัย 48 ปี อยู่กับทีมมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2012 ได้คุมทีม 306 นัด ชนะ 116 เสมอ 102 แพ้ 105 ดูแล้วก็คงได้ลุ้นแชมป์แค่บอลถ้วยเท่านั้น ส่วนเกมลีกปิดประตูไปได้เลย

เชลซี : แฟรงค์ แลมพาร์ด (อังกฤษ)

กุนซือวัย 41 ปี อดีตแข้งสิงโตน้ำเงิน ที่ได้โอกาสกลับมาคุมทีมเก่า แม้ว่าเมื่อฤดูกาลก่อนจะไปฝึกฝีมือการคุมทีมกับดาร์บี เคาน์ตี มาแล้ว แต่ในศึกพรีเมียร์ลีก แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ถ้าฤดูกาลแรกพาทีมติดท็อป 6 ในลีกก็เก่งแล้ว แต่ถ้าได้แชมป์บอลถ้วยติดมือ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด

คริสตัล พาเลซ : รอย ฮอดจ์สัน (อังกฤษ)

กุนซือวัย 71 ปี คุมทัพอินทรีผงาดมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 ได้คุมทีม 82 นัด ชนะ 31 เสมอ 18 แพ้ 33 แม้จะมีประสบการณ์การคุมทีมมาอย่างโชกโชน แต่ด้วยศักยภาพของทีม คงได้ลุ้นแค่บอลถ้วยอีกเช่นกัน

เอฟเวอร์ตัน : มาร์โก ซิลวา (โปรตุเกส)

กุนซือวัย 42 ปี เข้ามาคุมทอฟฟี่สีน้ำเงิน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 คุมทีมไปแล้ว 42 นัด ชนะ 17 เสมอ 10 แพ้ 15 ในฤดูกาลนี้เสริมทัพได้อย่างน่ากลัว แต่โอกาสลุ้นแชมป์ลีกอาจจะยังไกลเกินฝัน แต่บอลถ้วยมีลุ้นแน่นอน

เลสเตอร์ ซิตี้ : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (ไอร์แลนด์เหนือ)

กุนซือวัย 46 ปี เข้ามาคุมฝูงจิ้งจอกสีน้ำเงิน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ได้คุมทีม 10 นัด ชนะ 5 เสมอ 2 แพ้ 3 ได้ชิมลางกับทีมใหม่ไปแล้วเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่ผ่านมา มาถึงฤดูกาลใหม่ คงได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ดูแล้วก็น่าจะพาทีมมีลุ้นแชมป์บอลถ้วยได้เช่นกัน

ลิเวอร์พูล : เยอร์เกน คลอปป์ (เยอรมัน)

กุนซือวัย 52 ปี เข้ามาคุมทัพหงส์แดง เมื่อเดือนตุลาคม 2015 คุมทีมไปแล้ว 209 นัด ชนะ 119 เสมอ 53 แพ้ 37 เมื่อฤดูกาลที่แล้วพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 6 ไปแล้ว ช่วยคลายความกดดันไปได้มากโข แต่ในฤดูกาลนี้ คงต้องเดินหน้าลุ้นแชมป์ลีกสถานเดียว ถ้ายังไม่ได้อีก ก็ถือว่าล้มเหลว และอาจส่งผลกระทบถึงความมั่นคงในตำแหน่งอีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : เป๊ป กวาร์ดิโอลา (สเปน)

กุนซือวัย 48 ปี เข้ามาคุมทัพเรือใบสีฟ้า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 คุมทีมไปแล้ว 175 นัด ชนะ 127 เสมอ 25 แพ้ 23 ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามด้วยการนำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 2 สมัย รวมทั้งแชมป์ลีกคัพ 2 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย เหลือเพียงแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รายการเดียวเท่านั้นที่ยังหวังอยู่ แต่ในฤดูกาลนี้ก็หวังที่จะป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้เช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ (นอร์เวย์)

กุนซือวัย 46 ปี เข้ามาคุมปิศาจแดง เมื่อเดือนธันวาคม 2018 คุมทีม 29 นัด ชนะ 16 เสมอ 4 แพ้ 9 จะได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในฤดูกาลนี้ ส่วนจะได้ลุ้นแชมป์รายการไหนบ้าง คงต้องรอดูกันอีกที

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด : สตีฟ บรูซ (อังกฤษ)

กุนซือวัย 58 ปี เซ็นสัญญาเข้ามาคุมสาลิกาดง เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมานี่เอง โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์คุมทีมมาแล้วถึง 10 แห่ง และในการคุมทีมที่ 11 จะเป็นอีกบทพิสูจน์ว่า ความสามารถอยู่ในระดับที่พอจะนำพาความสำเร็จมาสู่ทีมได้หรือไม่

นอริช ซิตี้ : เดเนียล ฟาร์เค (เยอรมัน)

กุนซือวัย 42 ปี เข้ามาคุมฝูงนกขมิ้นเหลืองอ่อน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 คุมทีม 103 นัด ชนะ 48 เสมอ 30 แพ้ 25 นำทีมคว้าแชมป์แชมเปียนชิพ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ เรื่องแชมป์คงไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ไม่ตกชั้นก็เก่งแล้ว

เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด : คริส วิลเดอร์ (อังกฤษ)

กุนซือวัย 51 ปี คุมทัพดาบคู่ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 คุมทีมไปแล้ว 151 นัด ชนะ 81 เสมอ 32 แพ้ 38 ช่วยให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก ขอแค่รอดตกชั้นก็เยี่ยมยอดแล้ว

เซาแธมป์ตัน : ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิล (เยอรมัน)

กุนซือวัย 51 ปี เข้ามาคุมนักบุญ เมื่อเดือนธันวาคม 2018 คุมทีม 25 นัด ชนะ 8 เสมอ 8 แพ้ 9 เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา รอดตกชั้นมาแบบปาดเหงื่อ ส่วนในฤดูกาลนี้ เน้นแชมป์บอลถ้วยน่าจะมีลุ้นมากที่สุด

ทอตแนม ฮอตสเปอร์ : เมาริซิโอ โปเชตติโน (อาร์เจนตินา)

กุนซือวัย 47 ปี เข้ามาคุมฝูงไก่เดือยทอง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 คุมทีม 276 นัด ชนะ 154 เสมอ 55 แพ้ 67 เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา นำทีมเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แต่ได้แค่รองแชมป์ ทำให้ในฤดูกาลนี้ เป้าหมายคงหนีไม่พ้นการคว้าแชมป์ทุกรายการที่ลงแข่ง เพื่อหยิบแชมป์แรกของตัวเองกับทีมให้ได้

วัตฟอร์ด : ฆาบี การ์เซีย (สเปน)

กุนซือวัย 49 ปี เข้ามาคุมฝูงแตนอาละวาด เมื่อเดือนมกราคม 2018 คุมทีมไปแล้ว 61 นัด ชนะ 24 เสมอ 12 แพ้ 25 ฤดูกาลนี้ขอแค่ไม่ตกชั้น กับได้ลุ้นแชมป์บอลถ้วย แฟนบอลคงพอใจแล้ว

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด : มานูเอล เปเยกรินี (ชิลี)

กุนซือวัย 65 ปี เข้ามาคุมขุนค้อน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 คุมทีม 43 นัด ชนะ 18 เสมอ 7 แพ้ 18 ในฤดูกาลนี้ ด้วยศักยภาพของทีมแล้ว คงได้ลุ้นแค่แชมป์บอลถ้วย รวมทั้งการดิ้นรนหนีการตกชั้นเหมือนเดิม

วูล์ฟแฮมป์ตัน : นูโน เอสปิริโต ซานโต (โปรตุเกส)

กุนซือวัย 45 ปี เข้ามาคุมฝูงหมาป่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2017 คุมทีมไปแล้ว 101 นัด ชนะ 57 เสมอ 22 แพ้ 22 เคยนำทีมคว้าแชมป์แชมเปียนชิพ เมื่อฤดูกาล 2017-18 และทำผลงานได้ดีในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน ทำให้ในฤดูกาลนี้ อาจจะถูกคาดหวังจากแฟนบอลมากกว่าเดิมก็เป็นได้

ขอบคุณเนื้อหาจาก thairath.co.th
https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/premiereleague/1633321